การออกแบบ

แนวทางที่จะนำเสนอต่อไปนี้จะสามารถช่วยให้คุณเลือกใช้ตู้เหล็กแบบรางเลื่อนได้อย่างถูกต้องเพื่อการใช้ประโยชน์และตอบสนองความจำเป็นของคุณได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

     แต่อย่างไรก็ตามตู้ประเภทนี้จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับคุณลักษณะพิเศษโดยเฉพาะอย่างมากมาย ดังนั้นหากคุณกำลังต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการจัดเก็บเพื่อให้เกิดประโยชน์และประหยัดอย่างสูงสุดโดยการหันมาใช้ตู้เหล็กแบบรางเลื่อนคุณควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ชำนาญงานทางด้านนี้โดยเฉพาะ เพื่อที่จะให้คำปรึกษาแนะนำ และช่วยให้คุณสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

1. การติดตั้งตู้รางเลื่อน

การติดตั้งตู้รางเลื่อน ควรจะเว้นให้อยู่ห่างจากผนังอย่างน้อย 5 ซม. และด้านบนของตู้ต้องอยู่ต่ำลงมาจากเพดานอย่างน้อย 7.5 ซม. คุณควรจะตรวจสอบอุปกรณ์ที่อยู่บนฝ้าเพดาน เช่นหลอดไฟ ท่อแอร์ ฯลฯ โดยเช็คระยะจากพื้นล่างถึงฝ้าเพดานที่แน่นอน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการคำนวณความสูงของตู้รวมไปถึงการติดตั้งตู้
2. การเว้นช่องทางเข้า
การเว้นช่องทางเข้าไปในแถวตู้ ควรมีความกว้างระหว่าง 70 – 100 ซม. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดความยาวของพื้นที่ที่มี เพื่อความสะดวกคล่องตัวในการทำงาน

3. การขับเคลื่อนของของตู้
การขับเคลื่อนของตู้แบ่งเป็น 2 ระบบ ดังนี้
- ระบบพวงมาลัย เหมาะสำหรับตู้ขนาดใหญ่ ที่มีความกกว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป  เพราะจะช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ได้ดี
- ระบบมือผลัก เหมาะสำหรับตู้ที่มีความกว้างน้อยกว่า 3 เมตร
4. ความสูงของตัวตู้
การคำนวณความสูงของตัวตู้ต้องคำนึงถึงเรื่องความต้องการในการจัดเก็บ ว่าต้องการจัดเก็บให้ได้เต็มพื้นที่ทั้งด้านกว้าง , ยาว หรือสูง เพียงใด ในการคำนวณจะต้องต้องรวมฐานรองตู้และฐานราง โดยประมาณ 10 – 18 ซม. เข้าไว้ด้วย โดยทั่วไปแล้ว ความสูงเฉพาะตัวตู้ที่นิยมใช้กันคือ 1.80 – 2.00 เมตร
5. ระบบราง
การติดตั้งตู้แบ่งระบบรางเป็น 2 ระบบ ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อจำกัดในการใช้พื้นที่ของหน่วยงานนั้นๆ ได้แก่
- ระบบรางยึดพื้น
- ระบบรางลอย
6. ระบบความปลอดภัย

ระบบที่สำคัญที่สุดของตู้เหล็กแบบรางเลื่อน คือระบบความปลอดภัยของผู้ใช้ ปัญหาการตกราง โค้นล้มของตู้ หรืดแม้แต่การไหลของตู้มาทับผู้ใช้ เนื่องจากมีการติดตั้งรางไม่เสมอกัน จะต้องมีค่าเท่ากับ 0 เท่านั้น ตู้รางเลื่อนที่ดีที่สุดควรจะต้องมีระบบความปลอดภัยในการใช้งานที่สามารถรับประกันได้ถึง 100%…

Visitors: 474,582